วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562

ภัยเงียบ.ใกล้ตัว

!!! รู้หรือไม่?  !!ภัยเงียบ !!ใกล้ตัว!
อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน
 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น จนทำให้เด็กบางคนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขาดสมาธิในการเรียน ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน  และมีภาวะสมาธิสั้นเทียม

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร เผยว่า การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่เกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ และปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู เด็กก็จะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา เช่น วางระเบียบวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กๆ รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร หรือจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งเร้าเยอะ เช่น เมื่อกลับถึงบ้านห้ามเปิดโทรทัศน์ทันที เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่วอกแวกหรือเล่นของเล่นก่อนทำการบ้าน

“พ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟัง แต่สำหรับเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นอาละวาด พ่อแม่ต้องมีความหนักแน่น ถ้าสิ่งที่ลูกเรียกร้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องปล่อยให้เขาอาละวาดไป พอถึงจุดหนึ่งเขาจะเลิกอาละวาดไปเอง เมื่อรู้ว่าวิธีการที่ทำไม่ได้ผลในการเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิม”

ผศ.นพ.ณัทธร แนะนำเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้อุปกรณ์เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้น่าดึงดูดใจ และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น พ่อแม่ควรสนใจว่าลูกใช้ประโยชน์หรือเล่นแอพพลิเคชั่นอะไรจากอุปกรณ์เหล่านี้บ้าง และควรมีเทคนิคในการควบคุมดูแลเด็กๆ ในยุคดิจิทัล ดังนี้

1.กำหนดเวลาให้ชัดเจน
พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาในการใช้สื่อเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในตนเอง ว่าควรเล่นระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชม. และวันหยุดอาจเพิ่มเป็น 2 ชม. เป็นต้น

2.สอดส่อง…ดูแล
คอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเขา อย่างเกมที่มีความรุนแรง เช่น เกมปล้น ยิง หรือฆ่าฟันกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไร ฉะนั้น จะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก และไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควร…อะไรไม่ควร

3.ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ใช้สื่อเทคโนโลยี
เด็กเล็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ปี พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรให้เขาใช้สื่อเทคโนโลยีเลย เพราะยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ ให้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก อย่างการพูดคุยหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการดีกว่า เด็กจะได้มีพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเขาผ่านพ้นวัยนี้ไป จึงค่อยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสสื่อต่างๆ มากขึ้นตามวัย

4.เล่นได้…แต่ไม่ใช่เจ้าของ
บางครั้งเมื่อเห็นว่าลูกอยากได้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็ซื้อให้ แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ มักโกรธและแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมการใช้งานสิ่งเหล่านี้ของลูกได้ ฉะนั้น พ่อแม่ยังต้องคงความเป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิ์ลูกๆ ในการเล่นได้บ้าง เพื่อควบคุมเวลาในการเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีของลูกได้

5.เล่นอย่างสมดุล
เด็กสมัยนี้มักจะเล่นแต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือเกม จนทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ หรือสังคม และทำให้การเล่นแบบใช้จินตนาการอย่างเด็กรุ่นก่อนๆ ขาดหายไป ส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง ดังนั้น พ่อแม่ควรจัดสรรเวลาให้ลูกอย่างสมดุล โดยให้เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง วาดรูป สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์  วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง

6.เรียกร้องความสนใจจากเด็กติดเกม
เวลาที่เด็กใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้วไม่สนใจเมื่อพ่อเม่เรียกหรือพูดคุยด้วย พ่อแม่ควรเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้เขาสบตา หรือถ้ายังไม่สนใจอีกควรเดินไปสะกิดที่ตัวของเด็ก เพื่อให้เขาฟังในสิ่งที่พูด

7.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี
การที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิตอลนั้น เราควรมีวินัยในตัวเองก่อน หากเราใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไปกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงด้วย

เทคโนโลยี ดาบ 2 คมที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

สุดท้ายนี้เราขอฝากไว้ว่า "พ่อ-แม่" คือยาที่ดีที่สุด เพราะ หากโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีนั้นอาจจะส่งผลกระทบระยะยาวกับตัวเด็กได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การเข้าสังคม และหน้าที่การงานในอนาคต
ด้วยหวังดีจาก ศูนย์สมองและความจำดี ด้วย #อเลอไทด์

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

สนใจปรึกษาสมาธิสั้น หรือ

สนใจสั่งซื้อสินค้า อเลอไทด์ สารอาหารบำรุงฟื้นฟูสมอง ทักไลน์ได้เลยครับ

📲 สอบถามเพิ่มเติม..📢
"ศูนย์สุขภาพ สิทธาวี"
092-436-9423สิทธาวี
https://line.me/R/ti/p/%40ctn8583u
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทรสายด่วน. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณ์ดีคอนแทคสิทธาวี

เว็บไซด์
http://dcontactsitthawee.blogspot.com

http://alertide-sitthawee.blogspot.com/?m=1

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

7 เคล็ดง่ายๆ วิธีทำให้สมองของลูกมีความจำดี เรียนเก่ง

เชื่อว่า....พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกรักมีความฉลาด ไหวพริบดี ความจำดี เรียนเก่ง เพื่อเติบโตไปสู่อนาคตที่ดี และทำให้พ่อแม่หมดห่วงเมื่อลูกโตขึ้น

สมองของลูกสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสมองเป็นศูนย์รวมของความคิด จินตนาการ ฯลฯ
การสอนลูกให้รู้จักจดจำชื่อหรือลักษณะของคน สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ก็เป็นส่วนช่วยพัฒนาสมองให้มีความจำดีได้


1.สอนลูกจดบันทึก
การเขียนบันทึกประจำวันแบบง่าย ๆ จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักทักษะการเขียนและการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และทำให้ลูกได้รู้จักกับการรวบรวมความคิดและจดจำเรื่องราวที่ได้เจอในแต่ละวัน หรือฝึกเขียนตารางการวางแผน เช่น แผนที่จะทำอะไรในวันเสาร์ เช้า กลางวัน เย็นทำอะไรบ้าง นอกจากการเขียนหรือจดบันทึกจะช่วยจัดระบบความคิดและความจำ ยังช่วยสร้างให้ลูกได้มีวินัยกับตัวเองได้ดีด้วย

2.เล่มเกมฝึกความจำ
เช่น เกมหาคำศัพท์ บิงโก จิ๊กซอว์ หาภาพจับคู่ ฯลฯ ที่จะช่วยฝีกความจำได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ลูกมีสมาธิและความคิดในการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้

3. เล่นดนตรีช่วยเพิ่มความจำ
การที่ลูกได้ฟังเพลง ร้องเพลง ซ้ำ ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ลูกจดจำเนื้อเพลงและทำนองได้ นอกจากนี้การสนับสนุนให้ลูกได้เล่นดนตรีจะทำให้เด็กได้ฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรงอีกด้วย

4. ฝึกสมาธิ
สำหรับเด็กเล็ก ๆ แค่ชวนลูกมานอนหนุนตักใช้เวลาเงียบ ๆ อย่างน้อย 15 นาทีก็เป็นการฝึกสมาธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ พร้อมที่จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี


5. กินดีเพิ่มความจำ
ให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิค ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล ที่มีธาตุเหล็กช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้

6.ออกกำลังกายช่วยกระตุ้นความจำ
เพราะขณะที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด เต้นตามจังหวะดนตรี หรือการได้เล่นนอกบ้านฯลฯ จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองเปิดพร้อมที่จะรับกับการจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น

7.นอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา
อยากให้ลูกมีความจำดีควรให้ลูกได้นอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้เพิ่มขึ้น และไม่ควรเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากไปจะทำให้เกิดความตื่นตัวน้อยลง เป็นผลให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลงด้วย

อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี

📲 สอบถามเพิ่มเติม..📢
"ขายของดี"
092-436-9423สิทธาวี
https://line.me/R/ti/p/%40ctn8583u
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทรสายด่วน. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณ์ดีคอนแทคสิทธาวี

เว็บไซด์
http://dcontactsitthawee.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อาหารบำรุงสมอง

!! รู้ไหม! กินอย่างไรให้ 'สมอง' สตรองโลดแล่นแจ่มใส?
Share:
สมองดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน-ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ…





ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท และสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลายๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน โดยจากสถิติพบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่ง 'โรคหลอดเลือดสมองตีบ' นี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง


เช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมองให้คงประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้นานที่สุด? อีกหนึ่งคำตอบง่ายๆ ก็คือ การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ยังไงล่ะ!

แล้วเราควรเลือกรับประทานอะไรบ้าง?

นักโภชนาการ-กำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ให้คำแนะนำว่า ในแต่ละวันหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันการเสื่อมเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เหมือนการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารบำรุงส่วนอื่นๆ เพราะสมองก็ต้องการการดูแลเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยเช่นกัน



เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง...

ป้องกันสมองเสื่อมเร็วกว่าที่ควร
สารอาหารอะไรบ้างที่ทำให้สมองเราฟิต?
คุณเอกสิทธิ์ แนะนำว่า สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุง และสนับสนุนการทำงาน ตลอดจนชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, บี 12, วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้ :

- วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวก ข้าวแข็งๆ ไข่แดง ปลา ถั่วเหลือง
- วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทาน ไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย
- วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วย ไข่ เครื่องในสัตว์ นม เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่มีไขมันต่ำ
- วิตามินซี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้จำพวกกีวี่ ฝรั่ง มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
- วิตามินอี มีมากในผักคะน้า ผักโขม ถั่ว อัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว และธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง


อย่างไรก็ดี หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดในการเลือกรับประทานอาหารหลายประเภท เพราะคิดว่าอาหารเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไข่แดง ซึ่งจริงๆ แล้วอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ 'มีความสำคัญ' มากกว่าส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม…


ทานอาหารที่หลากหลาย ให้ครบ 5 หมู่
งดไขมัน ดีจริงหรือ?
ร่างกายคนเรายังต้องการไขมัน และโครงสร้างสมองก็มีไขมันอยู่ถึง 60% ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันที่ดีจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมอง อาหารที่ให้โอเมก้า 3 สูง ประกอบด้วย ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู และปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด รวมถึงไข่แดง สาหร่ายทะเล เมล็ดเซีย เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของไขมันดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย!

งดคาร์โบไฮเดรต ดีจริงหรือ?

สาวๆ ที่กลัวอ้วนล้วนต้องการลดแป้งเป็นอย่างแรก แน่นอนสิ่งที่นึกถึงคือ “คาร์โบไฮเดรต” ใช่ไหมล่ะ? หากแต่คุณรู้หรือไม่ว่า สมองยังต้องใช้น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทาน ดังนั้นถ้าจะงดเสียทุกอย่างคงจะไม่ได้ การที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรต (ในรูปของน้ำตาลกลูโคส) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ส่งผลให้มีอาการหาวนอน เพลีย หน้ามืด และใจสั่น นอกจากนี้ สาวๆ ก็ควรรับประทานข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด ธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคุณภาพที่ร่างกายต้องการ


ธัญพืช อาหารสมองที่สำคัญ!
งดไข่แดง ดีจริงหรือ?
ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่า หลายคนมักเลี่ยงที่จะรับประทาน แต่คุณรู้ไหมว่า การทำงานของสมองต้องอาศัยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีรวมอยู่ในไข่แดงแทบทั้งสิ้น การรับประทานอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนเหมาะสม และสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะละเลยส่วนอื่นๆ ได้ อาหารจากพืช และสัตว์ จำพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ และธัญพืชจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา เป็นต้น เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วย 'โคลีน' ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมอง แถมอาหารประเภทนม ไข่ อัลมอนด์ งา และเมล็ดฟักทอง ยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำอีกด้วย


ทั้งนี้ ยังมีกรดอะมิโนบางประเภทที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่จำเป็นต่อสมอง เช่น ทริปโตเฟน สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว กล้วย นมอุ่นๆ และนมถั่วเหลือง และกลูตาเมท สารธรรมชาติที่พบมากในโปรตีน เช่น ไก่ หมู ปลา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่ต่ำเกินไปก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ และจดจำได้ แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจไปทำลายเซลล์ประสาทได้เช่นกัน!


อย่างไรก็ดี คุณเอกสิทธิ์ทิ้งท้ายไว้ว่า ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และสมองที่เราไม่อาจละเลยได้ อย่างเช่น กลุ่มสารอาหารจำพวก กรดอะมิโน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ กลูตามีน ที่เราจะได้จากอาหารประเภทข้าวกล้อง จมูกข้าว หรือธัญพืชอื่นๆ แนะนำว่าควรรับประทานเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่วมด้วยปลา ข้าวโอ๊ต และกล้วย


ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้
เพราะใครๆ ก็ต้องการมีสมองที่ดีอยู่กับตนเองให้นานที่สุด ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับอาหารสมองเป็นสิ่งที่จำเป็น ด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสมองที่เปี่ยมประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้อีกนานๆ แล้วล่ะ!📲 ติดตามสาระน่ารู้ได้ที่..
"บำรุงสมองอเลอไทด์สิท"
https://line.me/R/ti/p/%40itf9841h

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วิธี กระตุ้น ไอคิว ลูกน้อย




🌈 วิธีกระตุ้นการพัฒนาไอคิว
🔅🔅คุณพ่อ คุณแม่ครับ มาดูวิธีกระตุ้น ไอคิวลูกน้อยกันครับ



🌈 พูดคุยกับลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ พยายามใช้คำที่แสดงรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น รถสีเขียว
บ้านสีแดง พร้อมชี้สิ่งที่กำลังพูดถึงให้ลูกน้อยเห็นภาพชัดเจน เวลาพูดควรใส่น้ำเสียงเสียงสูงต่ำ
เนื่องจากสมองของเด็กเล็กจะแยกแยะคำต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่จากน้ำเสียง

🌈 ให้ลูกน้อยเดินหรือเคลื่อนไหวด้วยตนเองและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวแทนการนั่งรถเข็นเด็กตลอดเวลา

🌈 ควรส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และโอเมก้า 3
เพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เช่น น้ำมันปลา เมล็ดฟักทอง เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดดอก
ทานตะวัน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารที่มีน้ำตาลสูง ควรหันมารับประทานอาหารจำพวก
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ผัก และพืชตระกูลถั่ว

🌈 รับฟังความคิดเห็นของเด็กอยู่เสมอ ชื่นชมในความพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ และส่งเสริมให้
เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง

🌈 อเลอไทด์ "Alertide" 

เพิ่มสารสื่อประสาท เพิ่มทักษะ เพิ่มความจำ
ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อ ช่วยไม่ให้ขี้หลง ขี้ลืม
ลดความเครียด



⚜️ปรึกษาสั่งซื้อ  #อเลอไทด์ หรือติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย
และ
📲 ติดตามสาระน่ารู้ได้ที่..
"บำรุงสมองอเลอไทด์สิท"
https://line.me/R/ti/p/%40itf9841h
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทร. 092-436-9423สิทธาวี
#ศูนย์บำรุงสมอง อเลอไทด์ สิทธาวี
เว็บไซด์:
http://dcontactsitthawee.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

!!สมองของชาติ อนาคตของชาติ อยู่ที่มือเราแล้ว !!

🌟ปัญหาทำงานตามที่สั่งได้ช้า หรือติดเกมส์ เป็นปัญหาพื้นฐานของน้องๆ โดยทั่วไป ก็การทำงานมันไม่น่าสนุกเท่าการเล่นเกมส์นี่ ถูกไหมคะ วัยนี้ ก็ต้องเล่นสนุกสิคะ เราตอนเด็ก ๆ ก็ทำการบ้านไม่ง่ายเหมือนกัน

⭐แต่นั่นล่ะค่ะ ปัญหานี้ ทำให้พ่อแม่หลายๆ ท่านกลุ้มไปตามๆ กันค่ะ เพราะน้องในวัยนี้ อาจจะยังแยกแยะเหตุผล สิ่งที่ควรไม่ควรได้ไม่เต็มที่ อันเกิดจากเซลล์สมองอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่เท่าที่ควร ทำให้การแยกแยะเหตุผลต่างๆ ทำได้ยากขึ้น

🔽 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ จึงควรใส่ใจ ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะวัยกำลังต้องเรียนรู้ หากน้อง ๆ ไม่ได้ เรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นตอนนี้ อาจส่งผลเสียต่ออนาคตตัวน้อง ๆ มากขึ้นได้

😨 ลองสังเกต 8 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าบุตรหลาน จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรมการเรียนรู้ดังนี้ได้ค่ะ

1. ไม่มีสมาธิจดจ่อ อยู่ไม่นิ่งซุกซน
2. ขาดการจดจำ ขี้ลืม ไม่สามารถจำสิ่งที่ครูสอนได้
3. ไม่ชอบเขียนหนังสือ หรือเขียนหนังสือไม่สวย
4. อ่านหนังสือไม่ออก พัฒนาการ ไม่เป็นไปตามวัย
5. ไม่สนใจเรียน ติดเกมส์ และโทรศัพท์
6. อารมณ์ร้อน รอคอยไม่ได้
7. พูดตลอดเวลา หรือชอบพูดแทรก
8. ผลการเรียน ไม่ดี ทำงานเสร็จช้าไม่ทันเพื่อน

สัญญาณเหล่านี้ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ดีแน่ๆ ดูแลก่อนสายเกินไปนะคะ เสียอะไรก็ได้ไม่ว่า แต่แม่ไม่ยอมเสียอนาคตของลูกๆ แน่ ถูกไหมคะ

    "ผลิตภัณท์อเลอไทด์" ช่วยฟื้นฟู ดูแล บำรุง สมองและระบบประสาท ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยให้มีสมาธิในการเรียนการทำงาน ลดภาวะสมาธิสั้น

⚜️ปรึกษาสั่งซื้อ  หรือติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย
และ
📲 ติดตามสาระน่ารู้ได้ที่..
"บำรุงสมองอเลอไทด์สิท"
https://line.me/R/ti/p/%40itf9841h
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทร. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์ดูแลดวงตาดีคอนแทคสิทธาวี
#บำรุงสายตาด้วยวิตามินดีคอนแทคสิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีคอนแทคสิทธาวี
#ดีคอนแทคสมุทรสาครสิทธาวี
#ศูนย์ดีคอนแทคเพชรบูรณ์สิทธาวี
#ศูนย์ดีคอนแทคเชียงใหม่สิทธาวี
#อเลอไทด์ #ดีคอนแทค #โกเรจิ้น
เว็บไซด์:
http://dcontactsitthawee.blogspot.com


#สนใจสั่งซื้อปรึกษาเราได้ครับ

สมองช้า ทำงานเสร็จไม่ทันเพื่อน

🌟ปัญหาทำงานตามที่สั่งได้ช้า
   หรือติดเกมส์ เป็นปัญหาพื้นฐานของน้องๆ โดยทั่วไป ก็การทำงานมันไม่น่าสนุกเท่าการเล่นเกมส์นี่ ถูกไหมคะ วัยนี้ ก็ต้องเล่นสนุกสิคะ เราตอนเด็ก ๆ ก็ทำการบ้านไม่ง่ายเหมือนกัน

⭐แต่นั่นล่ะค่ะ ปัญหานี้ ทำให้พ่อแม่หลายๆ ท่านกลุ้มไปตามๆ กันค่ะ เพราะน้องในวัยนี้ อาจจะยังแยกแยะเหตุผล สิ่งที่ควรไม่ควรได้ไม่เต็มที่ อันเกิดจากเซลล์สมองอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่เท่าที่ควร ทำให้การแยกแยะเหตุผลต่างๆ ทำได้ยากขึ้น

🔽 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ จึงควรใส่ใจ ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะวัยกำลังต้องเรียนรู้ หากน้อง ๆ ไม่ได้ เรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นตอนนี้ อาจส่งผลเสียต่ออนาคตตัวน้อง ๆ มากขึ้นได้

😨 ลองสังเกต 8 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าบุตรหลาน จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรมการเรียนรู้ดังนี้ได้ค่ะ

1. ไม่มีสมาธิจดจ่อ อยู่ไม่นิ่งซุกซน
2. ขาดการจดจำ ขี้ลืม ไม่สามารถจำสิ่งที่ครูสอนได้
3. ไม่ชอบเขียนหนังสือ หรือเขียนหนังสือไม่สวย
4. อ่านหนังสือไม่ออก พัฒนาการ ไม่เป็นไปตามวัย
5. ไม่สนใจเรียน ติดเกมส์ และโทรศัพท์
6. อารมณ์ร้อน รอคอยไม่ได้
7. พูดตลอดเวลา หรือชอบพูดแทรก
8. ผลการเรียน ไม่ดี ทำงานเสร็จช้าไม่ทันเพื่อน

สัญญาณเหล่านี้ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ดีแน่ๆ ดูแลก่อนสายเกินไปนะคะ เสียอะไรก็ได้ไม่ว่า แต่แม่ไม่ยอมเสียอนาคตของลูกๆ แน่ ถูกไหมคะ

    "ผลิตภัณท์อเลอไทด์" ช่วยฟื้นฟู ดูแล บำรุง สมองและระบบประสาท ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ช่วยให้มีสมาธิในการเรียนการทำงาน ลดภาวะสมาธิสั้น

⚜️ปรึกษาสั่งซื้อ  หรือติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่าย
และ
📲 ติดตามสาระน่ารู้ได้ที่..
เว็บไซด์:
http://dcontactsitthawee.blogspot.com
"บำรุงสมองอเลอไทด์สิท"
https://line.me/R/ti/p/%40itf9841h
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทร. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์ดูแลดวงตาดีคอนแทคสิทธาวี
#บำรุงสายตาด้วยวิตามินดีคอนแทคสิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีคอนแทคสิทธาวี
#ดีคอนแทคสมุทรสาครสิทธาวี
#ศูนย์ดีคอนแทคเพชรบูรณ์สิทธาวี
#ศูนย์ดีคอนแทคเชียงใหม่สิทธาวี
#อเลอไทด์ #ดีคอนแทค #โกเรจิ้น
เว็บไซด์:
http://dcontactsitthawee.blogspot.com


#สนใจสั่งซื้อปรึกษาเราได้ครับ

ภัยเงียบ.ใกล้ตัว

!!! รู้หรือไม่?   !!ภัยเงียบ !!ใกล้ตัว! อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน  แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ...