!!! รู้หรือไม่? !!ภัยเงียบ !!ใกล้ตัว!
อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน
แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์
เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น จนทำให้เด็กบางคนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขาดสมาธิในการเรียน ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน และมีภาวะสมาธิสั้นเทียม
ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร เผยว่า การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้นเทียมได้ โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการคล้ายๆ กับโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป เด็กบางคนหมกมุ่นแต่เกม เวลาไปเรียนก็จะนึกถึงแต่เรื่องเกม จนขาดสมาธิในการเรียน บางคนถึงขั้นเอาแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนไปเล่นใต้โต๊ะเรียน หากพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ และปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู เด็กก็จะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา เช่น วางระเบียบวินัยในการทำกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กๆ รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร หรือจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้มีสิ่งเร้าเยอะ เช่น เมื่อกลับถึงบ้านห้ามเปิดโทรทัศน์ทันที เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อเด็กๆ จะได้ไม่วอกแวกหรือเล่นของเล่นก่อนทำการบ้าน
“พ่อแม่ ผู้ปกครองควรฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟัง แต่สำหรับเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นอาละวาด พ่อแม่ต้องมีความหนักแน่น ถ้าสิ่งที่ลูกเรียกร้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องปล่อยให้เขาอาละวาดไป พอถึงจุดหนึ่งเขาจะเลิกอาละวาดไปเอง เมื่อรู้ว่าวิธีการที่ทำไม่ได้ผลในการเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิม”
ผศ.นพ.ณัทธร แนะนำเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้อุปกรณ์เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้น่าดึงดูดใจ และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ มากขึ้น พ่อแม่ควรสนใจว่าลูกใช้ประโยชน์หรือเล่นแอพพลิเคชั่นอะไรจากอุปกรณ์เหล่านี้บ้าง และควรมีเทคนิคในการควบคุมดูแลเด็กๆ ในยุคดิจิทัล ดังนี้
1.กำหนดเวลาให้ชัดเจน
พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาในการใช้สื่อเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในตนเอง ว่าควรเล่นระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชม. และวันหยุดอาจเพิ่มเป็น 2 ชม. เป็นต้น
2.สอดส่อง…ดูแล
คอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเขา อย่างเกมที่มีความรุนแรง เช่น เกมปล้น ยิง หรือฆ่าฟันกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไร ฉะนั้น จะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก และไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควร…อะไรไม่ควร
3.ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ใช้สื่อเทคโนโลยี
เด็กเล็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ปี พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรให้เขาใช้สื่อเทคโนโลยีเลย เพราะยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ ให้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก อย่างการพูดคุยหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการดีกว่า เด็กจะได้มีพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเขาผ่านพ้นวัยนี้ไป จึงค่อยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสสื่อต่างๆ มากขึ้นตามวัย
4.เล่นได้…แต่ไม่ใช่เจ้าของ
บางครั้งเมื่อเห็นว่าลูกอยากได้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็ซื้อให้ แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ มักโกรธและแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมการใช้งานสิ่งเหล่านี้ของลูกได้ ฉะนั้น พ่อแม่ยังต้องคงความเป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิ์ลูกๆ ในการเล่นได้บ้าง เพื่อควบคุมเวลาในการเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีของลูกได้
5.เล่นอย่างสมดุล
เด็กสมัยนี้มักจะเล่นแต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือเกม จนทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ หรือสังคม และทำให้การเล่นแบบใช้จินตนาการอย่างเด็กรุ่นก่อนๆ ขาดหายไป ส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง ดังนั้น พ่อแม่ควรจัดสรรเวลาให้ลูกอย่างสมดุล โดยให้เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง วาดรูป สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง
6.เรียกร้องความสนใจจากเด็กติดเกม
เวลาที่เด็กใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้วไม่สนใจเมื่อพ่อเม่เรียกหรือพูดคุยด้วย พ่อแม่ควรเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้เขาสบตา หรือถ้ายังไม่สนใจอีกควรเดินไปสะกิดที่ตัวของเด็ก เพื่อให้เขาฟังในสิ่งที่พูด
7.พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี
การที่พ่อแม่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิตอลนั้น เราควรมีวินัยในตัวเองก่อน หากเราใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไปกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูก อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงด้วย
เทคโนโลยี ดาบ 2 คมที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย
สุดท้ายนี้เราขอฝากไว้ว่า "พ่อ-แม่" คือยาที่ดีที่สุด เพราะ หากโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีนั้นอาจจะส่งผลกระทบระยะยาวกับตัวเด็กได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การเข้าสังคม และหน้าที่การงานในอนาคต
ด้วยหวังดีจาก ศูนย์สมองและความจำดี ด้วย #อเลอไทด์
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร
สนใจปรึกษาสมาธิสั้น หรือ
สนใจสั่งซื้อสินค้า อเลอไทด์ สารอาหารบำรุงฟื้นฟูสมอง ทักไลน์ได้เลยครับ
📲 สอบถามเพิ่มเติม..📢
"ศูนย์สุขภาพ สิทธาวี"
092-436-9423สิทธาวี
https://line.me/R/ti/p/%40ctn8583u
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทรสายด่วน. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณ์ดีคอนแทคสิทธาวี
เว็บไซด์
http://dcontactsitthawee.blogspot.com
http://alertide-sitthawee.blogspot.com/?m=1
วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562
วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562
7 เคล็ดง่ายๆ วิธีทำให้สมองของลูกมีความจำดี เรียนเก่ง
เชื่อว่า....พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกรักมีความฉลาด ไหวพริบดี ความจำดี เรียนเก่ง เพื่อเติบโตไปสู่อนาคตที่ดี และทำให้พ่อแม่หมดห่วงเมื่อลูกโตขึ้น
สมองของลูกสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสมองเป็นศูนย์รวมของความคิด จินตนาการ ฯลฯ
การสอนลูกให้รู้จักจดจำชื่อหรือลักษณะของคน สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ก็เป็นส่วนช่วยพัฒนาสมองให้มีความจำดีได้
1.สอนลูกจดบันทึก
การเขียนบันทึกประจำวันแบบง่าย ๆ จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักทักษะการเขียนและการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และทำให้ลูกได้รู้จักกับการรวบรวมความคิดและจดจำเรื่องราวที่ได้เจอในแต่ละวัน หรือฝึกเขียนตารางการวางแผน เช่น แผนที่จะทำอะไรในวันเสาร์ เช้า กลางวัน เย็นทำอะไรบ้าง นอกจากการเขียนหรือจดบันทึกจะช่วยจัดระบบความคิดและความจำ ยังช่วยสร้างให้ลูกได้มีวินัยกับตัวเองได้ดีด้วย
2.เล่มเกมฝึกความจำ
เช่น เกมหาคำศัพท์ บิงโก จิ๊กซอว์ หาภาพจับคู่ ฯลฯ ที่จะช่วยฝีกความจำได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ลูกมีสมาธิและความคิดในการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้
3. เล่นดนตรีช่วยเพิ่มความจำ
การที่ลูกได้ฟังเพลง ร้องเพลง ซ้ำ ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ลูกจดจำเนื้อเพลงและทำนองได้ นอกจากนี้การสนับสนุนให้ลูกได้เล่นดนตรีจะทำให้เด็กได้ฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรงอีกด้วย
4. ฝึกสมาธิ
สำหรับเด็กเล็ก ๆ แค่ชวนลูกมานอนหนุนตักใช้เวลาเงียบ ๆ อย่างน้อย 15 นาทีก็เป็นการฝึกสมาธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ พร้อมที่จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
5. กินดีเพิ่มความจำ
ให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิค ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล ที่มีธาตุเหล็กช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้
6.ออกกำลังกายช่วยกระตุ้นความจำ
เพราะขณะที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด เต้นตามจังหวะดนตรี หรือการได้เล่นนอกบ้านฯลฯ จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองเปิดพร้อมที่จะรับกับการจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
7.นอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา
อยากให้ลูกมีความจำดีควรให้ลูกได้นอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้เพิ่มขึ้น และไม่ควรเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากไปจะทำให้เกิดความตื่นตัวน้อยลง เป็นผลให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลงด้วย
อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี
📲 สอบถามเพิ่มเติม..📢
"ขายของดี"
092-436-9423สิทธาวี
https://line.me/R/ti/p/%40ctn8583u
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทรสายด่วน. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณ์ดีคอนแทคสิทธาวี
เว็บไซด์
http://dcontactsitthawee.blogspot.com
เชื่อว่า....พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกรักมีความฉลาด ไหวพริบดี ความจำดี เรียนเก่ง เพื่อเติบโตไปสู่อนาคตที่ดี และทำให้พ่อแม่หมดห่วงเมื่อลูกโตขึ้น
สมองของลูกสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสมองเป็นศูนย์รวมของความคิด จินตนาการ ฯลฯ
การสอนลูกให้รู้จักจดจำชื่อหรือลักษณะของคน สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ก็เป็นส่วนช่วยพัฒนาสมองให้มีความจำดีได้
1.สอนลูกจดบันทึก
การเขียนบันทึกประจำวันแบบง่าย ๆ จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักทักษะการเขียนและการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และทำให้ลูกได้รู้จักกับการรวบรวมความคิดและจดจำเรื่องราวที่ได้เจอในแต่ละวัน หรือฝึกเขียนตารางการวางแผน เช่น แผนที่จะทำอะไรในวันเสาร์ เช้า กลางวัน เย็นทำอะไรบ้าง นอกจากการเขียนหรือจดบันทึกจะช่วยจัดระบบความคิดและความจำ ยังช่วยสร้างให้ลูกได้มีวินัยกับตัวเองได้ดีด้วย
2.เล่มเกมฝึกความจำ
เช่น เกมหาคำศัพท์ บิงโก จิ๊กซอว์ หาภาพจับคู่ ฯลฯ ที่จะช่วยฝีกความจำได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ลูกมีสมาธิและความคิดในการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้
3. เล่นดนตรีช่วยเพิ่มความจำ
การที่ลูกได้ฟังเพลง ร้องเพลง ซ้ำ ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ลูกจดจำเนื้อเพลงและทำนองได้ นอกจากนี้การสนับสนุนให้ลูกได้เล่นดนตรีจะทำให้เด็กได้ฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรงอีกด้วย
4. ฝึกสมาธิ
สำหรับเด็กเล็ก ๆ แค่ชวนลูกมานอนหนุนตักใช้เวลาเงียบ ๆ อย่างน้อย 15 นาทีก็เป็นการฝึกสมาธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ พร้อมที่จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
5. กินดีเพิ่มความจำ
ให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิค ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล ที่มีธาตุเหล็กช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้
6.ออกกำลังกายช่วยกระตุ้นความจำ
เพราะขณะที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด เต้นตามจังหวะดนตรี หรือการได้เล่นนอกบ้านฯลฯ จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองเปิดพร้อมที่จะรับกับการจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
7.นอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา
อยากให้ลูกมีความจำดีควรให้ลูกได้นอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้เพิ่มขึ้น และไม่ควรเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากไปจะทำให้เกิดความตื่นตัวน้อยลง เป็นผลให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลงด้วย
อยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี
📲 สอบถามเพิ่มเติม..📢
"ขายของดี"
092-436-9423สิทธาวี
https://line.me/R/ti/p/%40ctn8583u
คลิกไลน์สิทธาวี http://line.me/ti/p/~theboonjewelry
หรือโทรสายด่วน. 092-436-9423:สิทธาวี
#ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณ์ดีคอนแทคสิทธาวี
เว็บไซด์
http://dcontactsitthawee.blogspot.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ภัยเงียบ.ใกล้ตัว
!!! รู้หรือไม่? !!ภัยเงียบ !!ใกล้ตัว! อุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ...








